to JBP Home Site

 

 

 
เคมีบำบัด และการพยาบาล

การรักษาด้วยยาเคมีบำบัด มีข้อควรระวังและมีผลข้างเคียงหลายอย่าง รวมทั้งการดูแลผู้ป่วยระหว่างการให้ยา ต้องมีการดูแลอย่างใกล้ชิด นอกจากใช้ในการรักษาโรคมะเร็งระยะแพร่กระจายแล้ว เคมีบำบัดยังใช้เป็นการรักษาเสริม ( adjuvant chemotherapy ) ร่วมกับการผ่าตัดและอาจใช้เป็นยานำ ( Neoadjuvant Chemotherapy ) ก่อนการผ่าตัดหรือฉายแสงด้วย การให้ยาเคมีบำบัดปัจจุบันนิยมนำยาเดี่ยวจากหลายกลุ่มมาใช้ร่วมกัน ( Combination Chemotherapy ) ทั้งนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา ลดพิษของยาแต่ละชนิดลง ทำให้ผลการรักษาดีขึ้น รวมทั้ง ลดการดื้อยาของโรคมะเร็งด้วย

การดูแลผู้ป่วยระหว่างการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ

ระยะที่ 1 การดูแลผู้ป่วยก่อนให้ยาเคมีบำบัด
การดูแลผู้ป่วยระยะนี้ หมายถึง การแจ้งผลการวินิจฉัยโรค แก่ผู้ป่วยหรือญาติใกล้ชิด การอธิบายให้ผู้ป่วยทราบถึงแนวทางการรักษา ควรจะอธิบายให้ละเอียดเพื่อให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงผลดีและผลเสียของการรักษา ประโยชน์ที่ผู้ป่วยจะได้รับจากการรักษา เช่นการรักษานั้นมุ่งหวังให้เป็น curative treatment ( ต้องการให้ผู้ป่วยหายจากโรค ) หรือผลการรักษามุ่งแค่ palliative treatment ( บรรเทาอาการ อาจมีโอกาสยืดชีวิตได้ ) การรักษานั้นมีผลข้างเคียงอย่างไร ทั้งในแง่ผลต่อร่างกาย และจิตใจของผู้ป่วย

ระยะที่ 2 การดูแลผู้ป่วยระหว่างการให้ยาเคมีบำบัด
1. การฉีดยาเคมีบำบัด ต้องมีความระมัดระวังอย่างสูง ทั้งนี้เพราะ การรั่วไหลของยาออกนอกเส้นเลือดแล้ว จะทำให้เกิดการอักเสบ ของเนื้อเยื่อบริเวณนั้นอย่างรุนแรง เกิดเป็นแผลเรื้อรังได้
2. ดูแลสุขภาพทั่วไป เช่น การทำความสะอาดช่องปาก เพื่อป้องกันและลดอัตราการอักเสบภายในช่องปาก
3. ดูแลปริมาณน้ำ โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ป่วย ได้ยาที่ต้องควบคุมให้มี การขับปัสสาวะออกมา เช่น cis-platinum และ methotrexate ต้องมีการบันทึกปริมาณน้ำ ที่ได้รับกับที่ขับออกต่อวัน
4. การดูและเรื่องอาการคลื่นไส้ อาเจียน และเบื่ออาหาร ซึ่งจะต้องให้ยาแก้อาเจียนร่วมด้วย
5. การดูแลปัญหาอื่น เช่น อาการปวด อาการนอนไม่หลับ การมีไข้ซึ่งเกิดจากยาหรือจากการติดเชื้อก็ได้

ระยะที่ 3 การดูแลหลังจากที่ผู้ป่วยได้รับยาเคมีบำบัดแล้ว
การดูแลที่สำคัญ คือ การดูแลไม่ให้เกิดปัญหาแทรกซ้อน เช่น ลำไส้อุดตัน การมีเลือดออกในกระเพาะ การติดเชื้อในระยะที่มีเม็ดเลือดขาวต่ำ อาการเบื่ออาหาร ผมร่วง ฯลฯ แพทย์ควรได้อธิบายให้ผู้ป่วยทราบว่าเมื่อใดผู้ป่วยจำเป็นจะต้องรีบมาตรวจซ้ำ เช่นกรณีที่มีไข้ ( Temperature > 38.1 องศาเซลเซียส ) ผู้ป่วยควรจะได้มาตรวจทันทีเพื่อหาสาเหตุของไข้ และให้การรักษาโดยเร่งด่วน กรณีที่ผู้ป่วยมีเม็ดเลือดขาวต่ำร่วมด้วย

การให้การรักษาตามอาการ
เป็นเรื่องที่สำคัญมากในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งทุกระยะ ซึ่งมักจะถูกหลงลืม การรักษาตามอาการขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ได้จากประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการนั่นเอง อาการของผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ได้แก่ อาการปวด อาการคลื่นไส้-เจียน การมีแผลในปาก การขับถ่าย

อาการปวด ( pain ) สาเหตุของความเจ็บปวดเป็นได้ทั้งจากมะเร็งเอง และจากเหตุที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจะมีผลจาก ความรู้สึกต่างๆของผู้ป่วย เช่น ความกลัว ความสิ้นหวัง ความกังวล หรือซึมเศร้า มาเสริมให้ผู้ป่วยปวดมากขึ้น

การดูแลผู้ป่วยที่มีอาการปวดทำได้โดย
1. จำแนกอาการปวดของผู้ป่วย แต่ละรายโดยอาจจะทำเป็นรูป แสดงบริเวณที่ปวดและสาเหตุการปวดในผู้ป่วยแต่ละราย
2. บันทึกประวัติการปวด ความรุนแรง ระยะเวลาที่ปวด ลักษณะของอาการปวด และการตอบสนองต่อการรักษาที่ผู้ป่วยเคยได้รับมาก่อน
3. การวางแผนการรักษาแบ่งเป็น
3.1 การดูแลอาการอื่นๆ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับความเจ็บปวด เช่น ความซึมเศร้า กังวล
3.2 การให้ยาระงับปวด อาการปวดจากมะเร็งซึ่งมีลักษณะปวดตลอดเวลาเป็น continuous pain นั้นจำเป็นต้องให้ยาระงับปวดเป็นแบบ continuous คือ ให้ยาทุก 4-6 ชม.ไม่ใช่ให้ยาเมื่อผู้ป่วยผู้ป่วยมีอาการปวดขึ้นแล้ว ( prn basis )

อาการคลื่นไส้และอาเจียน
ยาแก้อาเจียนที่มีใช้อยู่ขณะนี้ แบ่งตามการออกฤทธิ์เป็น 3 กลุ่ม คือ
1. ยาแก้อาเจียนที่ออกฤทธิ์ต่อ chemoreceptor trigger zone ( CTZ ) ได้แก่
1.1 Haloperidol มีประสิทธิภาพสูงในการระงับ อาการคลื่นไส้อาเจียน มีผลข้างเคียงในแง่ความง่วงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับยากลุ่ม phenothiazines
1.2 Phenothiazine ยากลุ่มนี้นิยมใช้กันมาก แม้ว่าจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการง่วงร่วมด้วยก็ตาม ยาที่นิยมใช้ ได้แก่ prochlorperazine ( Stematil ) , Chlorpromazine ( Largactil )
1.3 Metoclopramid และ Domperidone
2. ยาแก้อาเจียนที่ออกฤทธิ์ต่อ vomiting center ( VC )
2.1 Antihistamines เช่น prametozine , dimenhydrinate ยากลุ่มนี้ได้ผลไม่ดีนักในกรณีที่ผู้ป่วยอาเจียนจากเคมีบำบัด แต่ได้ผลดีในกรณีอื่น เช่น motion sickness
2.2 Anticholinergics เช่น atropine , hyoscine ( ไม่นิยมสำหรับการอาเจียน จากยาเคมีบำบัด )
3. ยาแก้อาเจียนที่ออกฤทธิ์ต่อ serotonin receptor ยากลุ่มนี้มีประสิทธิภาพดีในกรณีที่ผู้ป่วย ได้ยาเคมีบำบัด ที่กระตุ้นให้อาเจียนรุนแรง เช่น cisplatin และไม่มีผลข้างเตียงในรูปของ extrapypyramidal side effects เหมือนกรณี Metoclopamide ขนาดสูง

อาการเจ็บในปากและแผลในปาก ( Mucositis ) เป็นช่องทางหนึ่งที่จะนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ในการดูและรักษาผู้ป่วยมะเร็ง ควรแนะนำให้ผู้ป่วยทำความสะอาดช่องปากบ่อยๆเพื่อลดจำนวนแบคทีเรียในปาก เชื้อชนิดอื่นเช่น เชื้อรา C.albicans ก็จะเป็นเชื้อสำคัญที่จะทำให้เกิดการติดเชื้อในปาก ( oral thrush ) การรักษาด้วย oral nystatin อาจจะได้ผลในรายที่เกิดการติดเชื้อไม่มากนัก แต่ถ้าเป็นมากควรใช้ Systemic treatment เช่น ketoconazole หรือ low dose amphotericin B แทนระหว่างที่มีแผลในปาก ผู้ป่วยจะเกิดอาการเจ็บมาก ทำให้กลืนอาหารลำบากควรให้ viscous xylocain หรือผสม xylocain ในน้ำยาบ้วนปาก เพื่อลดความเจ็บปวด ทำให้ผู้ป่วยทานอาหารได้และทำความสะอาดปากได้ดีขึ้น

Back

KNOWLEDGE BASE



Nanasara

Audio

Health Boards

First aids

What Would I Do Without You...

What would I do without you?

Send an E-Card today

Free from DrLek.com



The current 
Time/Temperature
in Bangkok